BMW_iPerformance_replacementbmparts.com

ในปัจจุบันนี้เป็นยุคที่ การเดินทางมีความก้าวหน้าเป็นอย่างสูง ผู้คนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกขึ้น จากการใช้น้ำมันและพลังงานฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงให้แก่ยานพาหนะ มนุษย์สามารถนำพลังงานเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย แต่เสียของมันก็คือให้เกิดโทษต่อโลกของเรา เช่น การเผาผลาญของน้ำมันก่อให้เกิดก๊าซพิษคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จนท้ายที่สุดก็ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนนั่นเอง

แต่สำหรับ Project i ของ BWM เป็นการวางเป้าหมายระดับมหึมา เพื่อต้องการนำเสนอนวัตกรรมอันสุดยอดของ BMW ทั้งทางด้านเทคโนโลยี , กระบวนการผลิต รวมทั้งแนวคิดในเรื่องของรถยนต์ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ออกมาอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคต ไม่ได้เป็นการนำรถยนต์รุ่นเก่ามาต่อยอด แต่เป็นการคิดใหม่ทำใหม่ทั้งหมด จึงทำให้ BMW  ริเริ่ม Project I ขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดมลพิษ

ทั้งนี้ปัจจัยซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของรถในปัจจุบัน ก็คือในเรื่องของ น้ำหนัก ยิ่งรถยนต์มีน้ำหนักมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเผาผลาญเชื้อเพลิงมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จำเป็นต้องออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบา และต้องผสมผสานกับเทคโนโลยีได้อย่างล้ำหน้า จึงทำให้ BMW เลือกใช้ Carbon Fiber Reinforced Plastic  เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าอลูมิเนียม มากกว่า 50% แถมยังถูกนำไปใช้กับรถแข่ง F1 มานานแล้วด้วย

BMW i ใช้สถาปัตยกรรมแบบ LifeDrive เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วน Life Module เป็นห้องโดยสาร เลือกใช้วัสดุ Carbon Fiber และบริเวณที่เป็นห้องเครื่องจะใช้สำหรับเก็บแบตเตอรี่สร้างให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงเพื่อให้เก็บแบตเตอรี่ได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังทำให้ศูนย์โน้มถ่วงอยู่ในระดับต่ำลง ส่งผลให้การขับขี่คล่องตัวมากขึ้น โดยคุณสมบัติหลักของ Carbon Fiber คือ มีน้ำหนักเบากว่าเหล็ก 50 % , เบากว่าอลูมิเนียม 30% แต่กลับมีความแข็งแรงมากกว่าอลูมิเนียมถึง 5 เท่าเลยทีเดียว อีกทั้ง Carbon Fiber นำมาใช้เพื่อรับแรงกระแทก รวมทั้งการปรับแต่งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงได้ง่ายกว่าวัสดุอื่นๆ ที่มีน้ำหนักเบาเช่นเดียวกัน

ความจริงแล้ว BMW ไม่ได้พึ่งมาให้ความสนใจในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า แต่ให้ความสนใจมาเป็นเวลา 40 ปีก่อนหน้านี้แล้ว ในปี 1972 BMW ได้ออกรถยนต์รุ่น Orange 1602 ซึ่งรุ่นนี้แหละที่เป็นรุ่นบุกเบิก โดยในสมัยนั้นใช้แบตเตอรี่ 12 วัตต์จำนวน 12 ก้อน แต่นำมาดัดแปลงให้มันสามารถทำงานเป็นชิ้นเดียวกันได้ แต่จากการที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า จึงทำให้ Orange 1602 เคลื่อนที่ไปได้แค่ 60 กิโลเมตรเท่านั้น ต่อจากนั้นทาง BMW ก็ได้พัฒนามาเรื่อยๆ สุดท้ายจึงกลายมาเป็น BMW i3 กับ BMW i8 ที่เป็นรถไฟฟ้าสุดไฮเทคที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสามารถวิ่งบนถนนได้จริงๆ